"สำเนาคำให้การทูต เรื่องจำทูลพระราชสาส์นออกไปกรุงปักกิ่ง จ.ศ. ๑๒๐๕" คือเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งบันทึกเรื่องราวการเดินทางและการปฏิบัติภารกิจของคณะราชทูตสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการหรือ "จิ้มก้อง" แด่พระเจ้าเต้ากวัง แห่งราชวงศ์ชิง (พ.ศ. ๒๓๖๓ - ๒๓๙๓) เอกสารฉบับนี้มีลักษณะเป็นสมุดไทยดำ ๒ เล่มจบ บันทึกด้วยอักษรไทยเส้นดินสอขาวและเส้นหรดาล เนื้อหาเป็นเสมือน "บันทึกประจำวัน" ที่มีความละเอียดลอออย่างน่าทึ่ง
สิ่งที่ทำให้คำให้การทูตฉบับนี้มีความโดดเด่นและมีคุณค่าสูง คือการให้ข้อมูลเชิงลึกที่รอบด้านและเป็นภาพชีวิตชีวาของเหตุการณ์ในยุคนั้น
กิจวัตรประจำวันของคณะทูต: บันทึกตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนในแต่ละวัน รวมถึงเหตุการณ์และอุปสรรคต่าง ๆ ตลอดเส้นทางทางเรือและทางบก
ธรรมเนียมการทูตและการเข้าเฝ้า: อธิบายถึงแบบแผนและพิธีการอันซับซ้อนในการเข้าเฝ้าพระจักรพรรดิจีนตามธรรมเนียมโบราณ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์แบบ "รัฐบรรณาการ"
วัฒนธรรมและสังคมจีน: ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาหารการกิน, ที่พักอาศัย, การจัดลำดับชั้นของข้าราชการฝ่ายในของจีน และภูมิสถานของกรุงปักกิ่ง
ภาพสะท้อนเหตุการณ์โลก: ส่วนท้ายของคำให้การยังกล่าวถึงสถานการณ์ที่สำคัญระดับนานาชาติในขณะนั้นอย่างศึกระหว่างจีนกับอังกฤษ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าเป็นยุคสมัยของสงครามฝิ่น (Opium War) ที่ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจีน
เอกสาร "สำเนาคำให้การทูต" ไม่เพียงแต่เป็นหลักฐานสำคัญของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสยามและจีนในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นพยานทางประวัติศาสตร์ ที่ช่วยให้นักวิชาการสามารถศึกษาการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม, และวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศได้อย่างลึกซึ้ง นับเป็นมรดกอันล้ำค่าที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและความละเอียดรอบคอบในการบันทึกของบรรพชนไทย
บรรณานุกรม
“สำเนาคำให้การทูต เล่ม ๑ เรื่อง จำทูลพระราชสาสน์ออกไปกรุงปักกิ่ง จ.ศ.๑๒๐๕ (พ.ศ.๒๓๘๖). หอสมุดแห่งชาติ. หนังสือสมุดไทยดำ. อักษรไทย. ภาษาไทย. เส้นดินสอ-หรดาล. จ.ศ.๑๒๐๕ (พ.ศ.๒๓๘๖). เลขที่ ๑๔๗/ก/๑. หมวดจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓.
“สำเนาคำให้การทูต เล่ม ๒ เรื่อง จำทูลพระราชสาสน์ออกไปกรุงปักกิ่ง จ.ศ.๑๒๐๕ (พ.ศ.๒๓๘๖). หอสมุดแห่งชาติ. หนังสือสมุดไทยดำ. อักษรไทย. ภาษาไทย. เส้นดินสอ-หรดาล. จ.ศ.๑๒๐๕ (พ.ศ.๒๓๘๖). เลขที่ ๑๔๗/ก/๒. หมวดจดหมายเหตุรัชกาลที่ ๓.